สารจากประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้นทุกท่าน

       จากสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ยังส่งผลต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี รัฐบาลแต่ละประเทศได้ใช้ทั้งนโยบายทางด้านการเงินและการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจโลกก็ยังคงประสบปัญหาการถดถอยอย่างรุนแรง ธุรกิจจำนวนมากได้ประกาศปิดกิจการ  ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ อันเนื่องมาจากทุกประเทศยังคงใช้นโยบายปิดประเทศเพื่อจำกัดการแพร่ระบาด ประกอบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในแต่ละประเทศได้หยุดชะงักเพราะภาครัฐ  ออกมาตรการทั้งบังคับและขอความร่วมมือในการหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในที่ชุมชน รักษาระยะห่าง และเน้นการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เป็นหลัก

       สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับอัญมณีย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมทั้งถูกกระทบด้วยราคาทองคำที่ยังอยู่ในระดับสูง ด้วยเหตุนี้จึงมีโรงงานที่ผลิตเครื่องประดับอัญมณีเลิกกิจการเป็นจำนวนมากต่อเนื่องจากปีก่อน เพราะประสบปัญหาคำสั่งซื้อจากลูกค้าที่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ

         บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์นี้ จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส Covid-19 ประกอบด้วย คณะผู้บริหารระดับสูงผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบบริหารจัดการการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระบาด กำหนดมาตรการ การป้องกันการแพร่ระบาดและดำเนินการป้องกันตามมาตรการอย่างเข้มงวดจากการดำเนินการของคณะกรรมการเฉพาะกิจนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ แม้ว่าในปี 2564 จะมีการติดเชื้อสูงสุดที่ระดับประมาณ 5% ของพนักงานทั้งหมด แต่บริษัทฯ สามารถควบคุมโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของฐานการผลิตของบริษัทฯ เนื่องมาจากบริษัทฯ มีการจัดผังการทำงานของโรงงานแยกออกเป็นแต่ละกลุ่มงานชัดเจนซึ่งเป็นการเว้นระยะห่างในการทำงานจึงป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ                  จากการที่บริษัทฯ ได้เริ่มปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจนับตั้งแต่ปี 2561 โดยมุ่งลดขนาดฐานการจัดจำหน่ายในต่างประเทศเพื่อปรับตัวตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปและหยุดผลขาดทุน บริษัทฯได้ย้ายลูกค้าที่มีศักยภาพมาเป็นลูกค้าของฐานการผลิตโดยตรงเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน กลยุทธ์นี้เป็นที่มาของการปรับโครงสร้างของกลุ่มบริษัทในปี 2564 โดยทางบริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทจาก 4 กลุ่มธุรกิจเดิม ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจการผลิต กลุ่มธุรกิจจัดจำหน่าย กลุ่มธุรกิจค้าปลีก และกลุ่มธุรกิจสนับสนุน เป็น 3 กลุ่มธุรกิจใหม่ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจการผลิต และกลุ่มธุรกิจ Omnichannel Distribution และกลุ่มธุรกิจสนับสนุนเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดในยุคดิจิทัลที่มีพลวัตสูงสำหรับการดำเนินการของบริษัทในปัจจุบันและอนาคต  มีรายละเอียดอย่างย่อของแต่ละฐานธุรกิจที่เป็นแกนหลักของบริษัทดังนี้  

·       กลุ่มธุรกิจการผลิต มุ่งเน้นการผลิตให้ฐานลูกค้าหลักที่มีศักยภาพจำนวน 15 ราย และรายย่อยทั่วไป  

·  กลุ่มธุรกิจ Omnichannel Distribution มุ่งเน้นการขายในรูปแบบ Omnichannel ภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง(Owned Brands) ซึ่งมีการปรับรูปแบบการให้บริการที่เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้น

 สำหรับผลประกอบการประจำปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 2,900.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 438.24ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 2,462.30 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 17.80 และมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อยู่ที่ร้อยละ 23.69 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) 96.32 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตร้อยละ 176.21 รวมทั้งจากการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนทำให้บริษัทฯ มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 77.16 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ 138.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 233.27 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 245.29 เทียบจากปีก่อน

          บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงโดยพิจารณาได้จากหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) เพียง 0.77 เท่า และจากการที่บริษัทฯ       มีการจ่ายคืนหนี้มาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลงรวมทั้งบริษัทฯ ยังคงมีสภาพคล่องโดยพิจารณาได้จากอัตราส่วนทุนหมุนเวียน    (Current Ratio)  ที่สูงถึง 1.82 เท่า และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 300.84 ล้านบาท รวมถึงกระแสเงินสดสุทธิระหว่างปีเป็น 45.66 ล้านบาท และมีเงินสดคงเหลือในกิจการ 397.82 ล้านบาท

      ปี 2565 นี้เป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายเนื่องจากยังมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) คุกคามเศรษฐกิจโลก ซึ่งบริษัทฯ ตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ จึงได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานของกลุ่มบริษัทให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารกลุ่ม โดยประกอบด้วย กรรมการผู้จัดการสายงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของ New Normal ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่สังคมออนไลน์ อันได้แก่ E-Commerce และ Social Commerce อีกทั้งบริษัทฯ ได้วางแผนรองรับการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 จักรวาลนฤมิต (METAVERSE) ไว้ในระดับหนึ่ง 

เป้าหมายในปี 2565 ของกลุ่มธุรกิจการผลิต และกลุ่มธุรกิจ Omnichannel Distribution มีรายละเอียดดังนี้

l กลุ่มธุรกิจการผลิต เป็นการสร้างฐานลูกค้าเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้มีคำสั่งซื้อสม่ำเสมอและต่อเนื่องส่งมอบสินค้าทันเวลา 100% เพื่อสร้างความ                มั่นใจให้กับลูกค้า ใส่ใจทุกสายสัมพันธ์ เพิ่มความผูกพันในองค์กร

l กลุ่มธุรกิจ Omnichannel Distribution เป็นผู้ค้าปลีกเครื่องประดับ Fine Jewelry ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ที่มุ่งเน้นผู้บริโภค                เป็นศูนย์กลาง รวมถึงขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปยัง Online เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงทั่วโลก

 สำหรับเป้าหมายด้านความยั่งยืนองค์กรจะมุ่งสร้างการเติบโต มั่นคง ยั่งยืน ที่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) โดยสามารถดูรายละเอียดในรายงานความยั่งยืนได้ที่เว็บไซต์ของบริษัทฯ www.pranda.com อนึ่งคณะกรรมการบริษัท ได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมคุณค่าร่วมและความยั่งยืนองค์กรให้เป็นผู้รับผิดชอบและกำกับดูแลในเรื่องความยั่งยืนขององค์กร

           สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการ บมจ. แพรนด้า จิวเวลรี่ ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทุกกลุ่มที่มอบความไว้วางใจ เข้าใจ และสนับสนุนบริษัทฯ ตลอดมา คณะกรรมการบริษัท คณะอนุกรรมการคณะผู้บริหาร และพนักงานยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองภายใต้หลักสากล UN Global Compact และจริยธรรม จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ    โดยโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

(นายปรีดา เตียสุวรรณ์)
ประธานกรรมการบริษัท