สารจากประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้นทุกท่าน

    สำหรับปี 2563 ที่ผ่านมามีสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นผลให้แต่ละประเทศมีการประกาศปิดประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในแต่ละประเทศก็มีหยุดชะงัก โดยการออกมาตรการขอความร่วมมือในการหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในที่ชุมชน รักษาระยะห่างจากการกระทำดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจ ธุรกิจจำนวนมากได้ประกาศเลิกกิจการอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลแต่ละประเทศได้พยายามใช้นโยบายทางด้านการเงินและการคลัง เพื่อประคองเศรษฐกิจของตนเองให้เดินหน้าต่อไปได้

    โรคระบาดดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแครื่องประดับอัญมณีอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างฉับพลัน ประกอบกับอารมณ์ของลูกค้ายังอยู่ในความหวาดกลัวจนหยุดการจับจ่ายใช้สอยในที่สุดอีกทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยเหตุนี้จึงมีโรงงานที่ผลิตเครื่องประดับอัญมณีประกาศเลิกกิจการเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะประสบปัญหาทั้งคำสั่งซื้อจากลูกค้าที่ชะลอออกไป และยากต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคระบาด เนื่องจากเป็นธุรกิจ ที่ต้องการแรงงานฝีมือจำนวนมากซึ่งมีโอกาสติดเชื้อสูงมากหากขาดการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและเข้มงวด

    บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์นี้จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส Covid-19 อย่างเคร่งครัด ประกอบด้วย คณะผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบ บริหารจัดการการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระบาด กำหนดมาตราการการป้องกันการแพร่ระบาด และดำเนินการป้องกันตามมาตรการอย่างเข้มงวด ซึ่งจากการดำเนินการของคณะกรรมการเฉพาะกิจนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยวัดผลได้จากผู้บริหารและพนักงานทุกคนในฐานการผลิตในประเทศไม่พบการบุคคลที่ติดเชื้อไวรัส Covid-19 แต่อย่างใด

    ทางบริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์ในการรักษาสภาพคล่องในกลุ่มบริษัท ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดอย่างย่อของแต่ละฐานธุรกิจดังนี้

    1. ฐานการผลิต (Production Base) ปรับลดค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าใช้จ่ายการขายและการบริหาร ชะลอการลงทุน ประกอบกับหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวจากเหตุสุดวิสัย รวมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมารับคำสั่งซื้อที่มาจากฐานลูกค้าหลักที่มีศักยภาพจำนวน 15 ราย และรายย่อยทั่วไป
    2. ฐานการจัดจำหน่าย (Distribution Base) ปรับลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สลับเวลาทำงาน และ Work from Home และมุ่งเน้นการขายในรูปแบบ Online เป็นหลักโดยใช้ www.gemondo.com และตลาดออนไลน์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
    3. ฐานการค้าปลีก (Retail Base) ปรับลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และมุ่งเน้นการขาย ในรูปแบบ Omnichannel โดยใช้แบรนด์สินค้าของตนเอง (Owned Brands) ซึ่งมีการปรับรูปแบบการให้บริการที่เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้น รวมทั้งระบายสินค้าคงเหลือโดยการส่งเสริมการขาย

    บริษัทฯ ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ธนาคาร ตามนโยบายมาตราการช่วยเหลือจากธนาคาร  แห่งประเทศไทย โดยได้รับการช่วยเหลือในการพักการชำระเงินต้น  ลดดอกเบี้ย  และขยายระยะเวลาการต่ออายุวงเงินกู้เพื่อรักษาสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ

    สำหรับผลประกอบการประจำปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 2,462.30 ล้านบาท ลดลง 522.46 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 2,984.76 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการลดลงร้อยละ 17.50 อันเป็นผลกระทบจากโรคระบาด และมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อยู่ที่ร้อยละ 22.32 ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนเพราะกำลังการผลิตอยู่ในระดับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) ลดลงร้อยละ 28.13  แต่ก็ยังส่งผลให้ขาดทุนจากการดำเนินงาน (Operating Loss) 126.39 ล้านบาท อย่างไรก็ดี จากการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนทำให้บริษัทฯ มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 59.66 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ 95.10 ล้านบาท ลดลงจาก 146.31 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 60.61 เทียบจากปีก่อน

    บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงโดยพิจารณาได้จากหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) เพียง 0.90 เท่า และจากการที่บริษัทฯ มีการจ่ายคืนหนี้มาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 1.42 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงร้อยละ 2.63 รวมทั้งบริษัทฯ ยังคงมีสภาพคล่องโดยพิจารณาได้จากอัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio)  ที่สูงถึง 1.66 เท่า และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 157.50 ล้านบาท รวมถึงกระแสเงินสดสุทธิเป็น (104.26)

    สำหรับปี 2564 เป็นปีแห่งความท้าทายเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังคงคุกคาม จากสถานการณ์นี้บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมทั้งการขยายตลาดผ่านตลาดออนไลน์เพื่อไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เน้นประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามทิศทางของ New Normal ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค อีกทั้งมุ่งที่จะบริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อให้กิจการดำรงอยู่ต่อไป โดยใช้นโยบายลดกระแสเงินสดจ่ายให้ต่ำที่สุด และชะลอแผนการลงทุน รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระหนี้จากสถาบันการเงิน

    สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการ บมจ. แพรนด้า จิวเวลรี่ ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มที่ให้ความไว้วางใจ และสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงานยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองภายใต้จริยธรรม และจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ ตลอดจนการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำเพื่อให้องค์กรเติบโตได้ในระยะยาว โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสำคัญ

(นายปรีดา เตียสุวรรณ์)
ประธานกรรมการบริษัท