สารจากประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้นทุกท่าน

    สำหรับปี 2562 ที่ผ่านมามีสถานการณ์ที่มีความผันผวนต่อเนื่องจากปีก่อน นับตั้งแต่ปัจจัยภายในประเทศที่ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งรัฐบาลนับตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจนถึงเลือกตั้งแล้วเสร็จ อันนำไปสู่การชะลอการลงทุนทั้งทางภาครัฐและเอกชนจนส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นในรอบหลายปีจนส่งผลกระทบต่อ ภาคการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (Trade War) กลับเป็นโอกาสต่ออุตสาหกรรมเครื่องประดับอัญมณีเนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยงจากการผลิตมาที่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

      จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด (Disruptive Technology) ส่งผลให้บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิตัลที่มีรูปแบบเป็นเครือข่ายในวงกว้างและการสื่อสารในหลากหลายช่องทาง ซึ่งประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนแต่ละฐานธุรกิจดังนี้

    1. การพัฒนาฐานการผลิต (Production Transformation) โดยการกระจายความเสี่ยงด้วยการ สร้างฐานลูกค้าหลักที่มีศักยภาพจำนวน 15 ราย และปรับปรุงทักษะการผลิต รวมทั้งใช้เทคโนโลยี ที่มีความจำเป็นในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องส่งผลให้รายได้ของฐานการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเทียบจากปีก่อน
    2. การพัฒนาฐานการจัดจำหน่าย (Distribution Transformation) มุ่งเน้นการขายในรูปแบบ Online เป็นหลักโดยใช้ www.gemondo.com และตลาดออนไลน์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก เช่น Amazon เป็นต้น รวมทั้งลดขนาดบริษัทย่อยที่ไม่สร้างผลกำไรที่มีรูปแบบ Offline อันได้แก่ Pranda North America, Pranda UK, และ HGG เนื่องจากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ามาสู่ตลาด Online โดยพิจารณาได้จากรายได้ของบริษัทย่อยเหล่านี้ปรับตัวลดลงมาโดยตลอด
    3. การพัฒนาฐานการค้าปลีก (Retail Transformation) ด้วยการขยายตลาดค้าปลีกในประเทศและต่างประเทศโดยใช้แบรนด์สินค้าของตนเอง (Owned Brands) โดยมีการ Re-Branding เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถได้บริการทั้ง 3 แบรนด์ ประกอบด้วย Prima Gold, Prima Diamond, Prima Art ภายใต้การดูแลของแบรนด์ “PRIMA” เป็นร้านค้า Fine Jewelry แบบครบวงจร ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้นคาดว่าจะส่งผลให้รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

      สำหรับผลประกอบการประจำปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 2,984.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 190.91 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.83 อันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังจากฐานการผลิตเป็นหลัก และมีอัตรากำไรขั้นต้นปรกติ (Normalized Gross Margin) อยู่ที่ร้อยละ 27.88 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายใต้การบริหารการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรกติ (Normalized Operating Expenses) ลดลงร้อยละ 6.72 ส่งผลให้ขาดทุนจากการดำเนินงานปรกติ (Normalized Operating Loss) เปลี่ยนเป็นกำไรจากการดำเนินงานปรกติ (Normalized operation profit) จำนวน 1.62 ล้านบาท

      ผลจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนจาก อัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น โดยมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 73.46 ล้านบาท หรือขาดทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.08 ในขณะที่งวดเดียวกันของปีก่อนมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่เพียง 61.69 ล้านบาท ซึ่งผลขาดทุน เกือบทั้งหมดเป็นรายการที่ไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Loss) และมีผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-Time Expenses) ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายสำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงาน ขาดทุนจากการจำหน่ายสิทธิการเช่า และค่าใช้จ่ายในการปรับลดฐานการจัดจำหน่าย ทำให้บริษัทฯ ก็ยังมีผลขาดทุนส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ 241.41 ล้านบาท

      บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงโดยพิจารณาได้จากหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) เพียง 0.87 เท่า และจากการที่บริษัทฯ มีการจ่ายคืนหนี้มาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 17.30 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงร้อยละ 24.25 รวมทั้งบริษัทฯ ยังคงมีสภาพคล่องโดยพิจารณาได้จากอัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) ที่สูงถึง 1.78 เท่า และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานรวมถึงกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก

      ในปี 2562 เป็นปีที่บริษัทมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้แสดงความจงรักภักดีเนื่องในโอกาส พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย ด้วยการประดับธงชาติไทยร่วมกับ ธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมตั้งเครื่องราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ นอกจากนี้ยังเชิญชวนพนักงานสวมเสื้อสีเหลือง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความจงรักภักดี ตลอดเดือนกรกฎาคม 2562

      สำหรับปี 2563 เป็นปีแห่งความท้าทาย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว และสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดต่างๆ รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก จากสถานการณ์นี้ บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จึงมุ่งที่จะบริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อให้กิจการดำรงอยู่ต่อไป โดยใช้นโยบายลดกระแสเงินสดจ่ายให้ต่ำที่สุด และชะลอแผนการลงทุน รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระหนี้จากสถาบันการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังคงเฝ้าติดตามและเตรียมแผนการรับมือจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้

      สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการ บมจ. แพรนด้า จิวเวลรี่ ขอขอบคุณผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย ทุกกลุ่มที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงาน ยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองภายใต้จริยธรรม และจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสำคัญ และให้องค์กรกลับมาเติบโตทำให้มีผลประกอบการที่ดี ซึ่งนำไปสู่ความยั่งยืนขององค์กรต่อไป

(นายปรีดา เตียสุวรรณ์)
ประธานกรรมการบริษัท